วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Download 2009 ฉบับเขาชนไก่ (6)

Download 2009
Donington Park, Leicestershire
June 12-14, 2009


หลังๆรู้สึกชักวนอยู่กับที่เหลือเกิน เทศกาลก็จบไปเป็นเดือนแล้วยังเขียนไม่จบซักที

ก็มาถึงตอนสุดท้ายของ Download 2009 กันแล้ว

อย่างที่เคยว่าไว้ในตอนก่อนคือวันอาทิตย์ ทาง Live Nation ที่เป็นผู้จัด เขาวางคิวไว้ให้เป็นวันของ Classic Rock โดยเฉพาะ Main Stage นั้น ถ้าไม่ใช่วงรุ่นเก่า ก็ต้องเป็นหน้าใหม่ที่เล่นดนตรีย้อนกลับไปยังยุค 70s-80s เท่านั้น ส่วนแนวอื่นๆก็ยังพอมีให้เลือกดูได้ตามเวทีอื่น

หลังจากตากแดดมาสามวันเต็มๆ พอถึงเช้าวันอาทิตย์ก็เริ่มรู้สึกถึงความปวดแสบปวดร้อนจากอาการแดดเผาบ้างแล้ว โดยเฉพาะเวลาอาบน้ำ แต่ด้วยความที่อยู่มาถึงวันที่สี่ ยังไม่มีโอกาสได้ส่องกระจกมองหน้าตัวเองชัดๆเลยไม่รู้ว่าเละขนาดไหน (ก็ขนาดกลับบ้านมาแล้ว หน้ายังเป็นสองสีจากรอยแว่นกันแดดไปอีกเป็นอาทิตย์)

และก็ไอ้ด้วยความไม่รู้นี่แหละ ทำให้ไม่คิดจะหาที่หลบแดดอีก คือในใจคิดว่ามันก็แค่ทำให้ผิวคล้ำขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น ทีนี้ก็เลยลุยขึ้นไปนั่งรอเกือบถึงแถวหน้าของ Main Stage กันตั้งแต่หัววันเลย


หน้า Main Stage ตอนประมาณสิบโมงเศษๆก่อนวงแรกจะขึ้นเวที

สำหรับวงแรกที่ประเดิมวันของ Classic Rock ตอนสิบเอ็ดโมงเช้า ก็คือ Stone Gods ที่มี Dan Hawkins กับ Richie Edwards อดีตสองสมาชิก The Darkness เป็นแกนหลัก

คือหลังจาก Justin Hawkins แยกตัวออกไป ทั้ง Hawkins คนน้องกับ Edwards รวมถึง Ed Graham ก็ตัดสินใจฟอร์มวงขึ้นใหม่ โดยได้ Toby MacFarlaine เพื่อนเก่ามาเล่นเบสให้ ส่วน Edwards ก็ขยับไปเล่นริธึ่มกีตาร์/ร้องนำแทน พร้อมเปลี่ยนแนวมาเล่นฮารดร็อคที่ซีเรียสขึ้นทั้งดนตรีและเนื้อหา ชนิดไม่มีตรงไหนคล้ายกับ The Darkness อีกเลย

มีเวลาแค่ยี่สิบนาทีบนเวที Stone Gods ก็ไม่ได้พูดพร่ำอะไรมาก อัดกันเนื้อๆเน้นๆรวมทั้งหมดแค่ห้าเพลง ที่นึกออกก็มี Burn the Witch เพลงเปิดอัลบั้มชุดแรก Silver Spoons & Broken Bones และปิดด้วย Defend or Die ที่แปลกก็คือไม่ยักหยิบเอา Knight of The Living Dead ที่เป็นซิงเกิ้ลขึันมาเล่นแฮะ


Stone Gods วงแรกของ Main Stage ในคอนเซ็ปต์วัน Classic Rock

ถัดจาก Stone Gods ก็ถึงคิวของวงที่อยากดูมานานแล้ว เพิ่งจะสบโอกาสเอาก็คราวนี้เอง สำหรับ Tesla

จะเสียดายก็นิดหน่อยตรงไม่ใช่คลาสสิคไลน์อัพแบบ 100% เพราะ Tommy Skeoch
มือกีตาร์อีกคนลาออกไปดูแลครอบครัวตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน แต่นอกจาก Dave Rude ที่มาแทนแล้ว อีกสี่คนที่เหลือยังเป็นชุดเดิมทั้งหมด

ก่อนจะมาที่โดนิงตัน ก็เพิ่งมีโอกาสฟังงานชุดล่าสุด Forever More ได้ไม่นาน รวมๆแล้วถือว่าเข้าที่เข้าทางกว่า Into the Now เยอะ (ไม่นับอัลบั้ม กับ EP รวมเพลงคัฟเวอร์ที่ออกมาคั่นกลาง) และก็ดูเหมือนว่าทางวงจะอยู่ระหว่างยูโรเปี้ยนทัวร์โปรโมทงานชุดนี้พอดี เพราะเพลงแรกที่งัดขึันมาก็คือ Forever More เพลงเก่งของอัลบั้มด้วย

แต่อาจจะเพราะเวลาไม่อำนวยเท่าไหร่ ทางวงก็เลยเลือกเอาใจแฟนเก่าเป็นหลักด้วยการขุดเพลงเก่าๆขึ้นมาเล่นต่อเนื่องจนจบ ทั้ง Heaven's Trail (No Way Out), Signs, Cumin' Atcha Live และที่ขาดไม่ได้คือ Modern Day Cowboy งานนี้บอกได้คำเดียวว่าอิ่ม เพราะดูแล้ว โอกาสจะได้ยล Tesla อีกซักครั้ง คงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ายากจริงๆ


Tesla เล่นได้น่าประทับใจมากกับช่วงเวลาสั้นๆแค่ยี่สิบนาที

ปกติจะต้องหนีไปหาที่หลบแดดแล้ว แต่เห็นรายชื่อวงถัดไป ก็งงๆว่าใช่ Skin ที่รู้จักรึเปล่า ปรากฎว่าใช่แฮะ พอกลับไปค้นประวัติทีหลัง ปรากฎว่าเป็นการกลับมารวมตัวกันเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หลังได้รับการทาบทามจากทางผู้จัด แถมยังเป็นสมาชิกยุคแรกทั้งหมดอีกต่างหาก แต่บอกได้เลยว่าจำหน้าตาแต่ละคนไม่ได้ ทั้ง Myke Gray (กีตาร์) กับ Andy Robbins (เบส) โกนหัวจนเกลี้ยง ส่วน Neville MacDonald ก็ไม่ได้ไว้ผมยาวเหมือนแต่ก่อน

เวลาดูไปก็อาศัยขุดลิ้นชักความทรงจำขึันไปด้วย จำไม่ได้ทั้งหมดหรอกว่า Skin เล่นอะไรไปบ้าง นึกดูละกันว่าสมัยนั้นยังเป็นเทปคาสเซ็ตต์อยู่เลย (น่าจะออกกับ EMI นะ) ที่ชัวร์ๆก็มี Money, House of Love กับ Look but Don't Touch จากชุดแรกนี่แหละ


Baby... Baby... Look but Don't Touch กับ Skin

กดมารวดสามวงก็ชักเริ่มเหนื่อยแล้ว เห็นรายชื่อวงถัดไปเป็น Black Stone Cherry ที่ผสมโพสต์กรันจ์กับเซาเธิร์นร็อค แล้วรู้สึกเฉยๆ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะดูหรือไม่ดู

แต่ระหว่างเดินออกมาซื้อเบียร์กระดกให้ชื่นใจซักหน่อย ก็ได้ยินเสียงซาวนด์เช็คจากเวที Redb
ull ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามลอยมาเข้าหู เป็นริฟฟ์กีตาร์กระชากๆ สำเนียงดุใช้ได้ เลยแวะเข้าไปดูหน่อย เพราะสองวันก่อนไม่เคยเฉียดเข้าไปเลย

จะว่าดวงมันพามาเจอวงน่าสนใจก็ไม่ผิด เพราะ Jett Black ที่กำลังจะขึ้นเวที มันมีอะไรคล้ายกับวงโปรดอย่าง Black Tide กับ Airbourne มาก ทั้งเรื่องอายุอานามที่ไม่เท่าไหร่ แต่กลับเล่นเฮฟวี่ เมทั่ลย้อนกลับไปยุค 80s ได้มันเข้าไส้ โดยเฉพาะมือกีตาร์สองคนที่ผลัดกันร้อง ผลัดกันโซโล่ไฟแลบ

แต่ด้วยความที่เป็นวงหน้าใหม่ แถมอยู่ในเวทีร่ม คนที่อยู่ในเต็นท์เลยหนักไปทางมาหลบแดดมากกว่าจะฟังเพลงแบบจริงๆจังๆ นึกแล้วก็เสียดายแทน

พอกลับถึงบ้านแล้วลองค้นในเว็บดู ระวังอย่าไปสับสนกับ Jett Black ของอเมริกัน เพราะวงนี้เป็นของยูเค ถ้าอยากรู้ว่าเพลงของวงนี้เป็นยังไงให้ลองเข้าไปฟังที่ www.myspace.com/jettblackuk แต่อัลบั้มยังไม่ออกซักที ใน itunes ก็มีแค่ Jett Black อีกวง ระวังอย่าไปซื้อผิดล่ะ


Jett Black วงหน้าใหม่ที่เจ๋งเกินคาด

ถัดจาก Jett Black ก็ถึงคราววกกลับมาที่ Main Stage อีกครั้ง แต่คราวนี้จะฝ่าดงมนุษย์ไปถึงด้านหน้าคงทำไม่ได้แล้ว เพราะคนทยอยกันมาเพียบ ยิ่งมีคนถือ Weekend Ticket มาเสริม ทีนี้จะกิน จะเข้าห้องน้ำ จะดูคอนเสิร์ต อะไรก็แออัดไปหมด

สำหรับช่วงบ่ายของ Main Stage นั้น เป็นช่วงของคนแก่อย่างแท้จริง เพราะมีแต่วงรุ่นน้าทั้งนั้น เริ่มจาก Journey ที่ปัจจุบันเปลี่ยนกระบอกเสียงมาเป็น Arnel Pineda นักร้องนำชาวฟิลิปปินส์ หลังจาก Steve Augeri มีปัญหาเรื่องเส้นเสียง ส่วน Jeff Scott Soto โดนไล่ออกไป

ถึงจะเป็นฟิลิปิโน แต่สำเนียงของ Pineda ก็ไม่มี วั๋น ตรู๋ ตรี๋ แบบที่เราชอบล้อเลียนกัน ทั้งน้ำเสียงและพลังก็ต้องบอกว่าไม่แพ้นักร้องนำคนก่อนๆของวงเลย ขนาดที่สื่อในชิลี (เวทีแรกในการเปิดตัว Pineda) ยังยกให้ว่าอยู่ในระดับเทียบเคียง Steve Perry ไปโน่น อันนี้ก็แล้วแต่คนจะคิด แต่ถ้าว่ากันโดยรวมแล้ว ต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรบกพร่องจริงๆ รวมถึงการแสดงบนเวทีต่อหน้าคนหลายหมื่นในวันนี้ด้วย

ด้วยความที่มีดีกรีแก่กล้าซักหน่อย Journey ก็เลยมีเวลาอยู่บนเวทีพอสมควร (น่าจะประมาณ 30-40 นาทีเห็นจะได้) แต่ไม่ยักกล้าหยิบเพลงจากชุดใหม่มาเล่นเลย คือส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงขาประจำแบบเพลย์เซฟทั้งเซ็ต ไล่จาก Separate Ways (Worlds Apart), Stone in Love, Ask the Lonely, Wheel in the Sky, Faithfully, Don't Stop Believin' ปิดท้ายด้วย Anyway You Want It


Journey ถ้าเป็นมวยก็ต้องบอกว่าชกแบบประคอง ไม่เปลืองตัวเท่าไหร่

ตามโปรแกรมถัดจาก Journey ก็เป็น Dream Theater อีกหนึ่งวงโปรด แต่อารมณ์นั้น มีอะไรดลใจให้ลุกไปดูวงอื่นก็ไม่ทราบ อาจจะเพราะรู้สึกว่าอากาศร้อนๆแบบนี้ มันไม่เหมาะกับนั่งฟังเพลงในแบบของ DT เท่าไหร่ ก็เลยเดินแวะไปเวทีสอง เห็นป้ายผ้า Volbeat ติดอยู่

คิดอยู่ซักพัก ก็นึกออกว่าเป็นวงที่รุ่นน้องบอกว่า Daniel Agger กองหลังทีมชาติเดนมาร์กโปรดปราน ก็เลยลองยืนดูอยู่ซักหน่อย อารมณ์เพลงก็แปลกๆดี เหมือนจับเอา คันทรี่/ร็อคอะบิลลี่/โพสต์กรันจ์ มาผสมกัน คือมันไม่ค่อยกลืนกันเท่าไหร่ในความรู้สึกส่วนตัว แต่ก็ถือเป็นความพยายามที่แหวกแนวดี

มีอยู่เพลงหนึ่งที่อุทิศให้กับ Johnny Cash แล้ว ก็เล่นออกมาในแนวๆนั้นเลย และที่ฮาดีคือนักร้องนำค่อนข้างจะปากหวานมาก ชมคนดูข้างล่างตลอด ก่อนจะปิดท้ายด้วย I Only Wanna Be With You ของ Dusty Springfield ซะงั้น!?!


Volbeat วงลูกผสมอารมณ์ดี ไม่ใช่เมทั่ลแท้ๆแต่เล่นสดสนุกทีเดียว

ไปๆมาๆ แทนที่จะขยับไปดูเวทีอื่น ก็ฝังรากอยู่ที่ Second Stage นั่นแหละ เพราะตามคิวนั้นมี Buckcherry หนึ่งในสองเป้าหมายที่ดึงดูดให้บากบั่นมาถึงโดนิงตัน

แต่ก่อนจะถึงคิวของ Buckcherry เป็น Shinedown โพสต์กรันจ์ที่กำลังมาแรง ขึ้นมาแ
สดงก่อน

พูดถึง Shinedown ส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรแตกต่างจากวงในสไตล์เดียวกันซักเท่าไหร่ ทั้งเสียงร้องหรือดนตรี แต่รวมๆแล้วก็โอเค พอฟังได้

มีหลายเพลงที่คุ้นหูเหมือนกัน เพราะนี่เป็นช่วงอัลบั้ม The Sound of Madness ก็ได้รับการโปรโมทที่นี่พอสมควร ที่นึกออกก็มีไตเติ้ลแทร็ค, Devour และก็ Second Chance


Shinedown โพสต์กรันจ์ที่กำลังดัง ฝีมือไม่เลว แต่ฟังแล้วแยกกับวงแนวๆเดียวกันไม่ค่อยออก

หลังจาก Shinedown ลงเวทีไปได้ซักพัก ก็เป็นคิวของ Clutch สโตเนอร์ร็อค ที่ฟังชุดล่าสุดบางเพลงก็เตลิดไปถึงขนาดเอาบลูส์มาผสมด้วยแล้ว แต่บนเวทีก็ยังใส่กันเต็มเหนี่ยวอยู่

เพลงส่วนใหญ่ที่เลือกมาเล่น ก็จะย้อนกลับไปชุด Blast Tyrant ผสมกับเพลงจาก
ชุดใหม่แค่สองอัลบั้มเท่านั้นเอง ฟังแล้วก็มันๆมึนๆดีเหมือนกัน (อย่างหลังเพราะกดไปแล้วสี่ห้าไพนท์ด้วย) แต่อดีไม่ใช่แนวถนัดเท่าไหร่ เลยแค่โยกๆตามเป็นพิธีเท่านั้น


Clutch สโตเนอร์ร็อคเล่นมัน แต่คนเขียนเริ่มมึนเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

ตอนที่ Clutch นี่ก็สารภาพตรงๆเลยว่าตอนนั้นคิดแค่ "เมื่อไหร่จะจบซักทีวะ" เพราะวงถัดไปที่จะขึ้นเวทีก็คือ Buckcherry นั่นเอง พอ Clutch จบปุ๊บ ก็รีบพุ่งขึ้นหน้าทันที ก็ถือว่าตำแหน่งยืนโอเคทีเดียวคือแถวที่สองตรงกับตำแหน่งของชุดกลองพอดี เรียกว่ามาดูสามวัน ก็เพิ่งมีคราวนี้แหละที่เบียดเสียดขึ้นมาอยู่ตรงนี้ได้

รอไม่นานเท่าไหร่ สมาชิกของ Buckcherry ก็ทยอยขึ้นเวทีมาทีละรายสองราย ก่อนที่ Josh Todd จะขึั้นมาเป็นคนสุดท้าย แล้วก็เริ่มต้นใส่กันเน้นๆด้วย Rescue Me จากชุดล่าสุด Black Butterfly กับ Lit Up ที่ตรงช่วงกลางเพลงต้องมีการยุส่งให้คนดูตะโกน Cocaine-Cocaine ไปมา จะว่าไปมันก็คล้ายๆกับทุกที่ที่ไปเล่นยังไงชอบกลแฮะ

ถึงจะมีอัลบั้มชุดใหม่ออกมาแล้ว แต่ดูเหมือนแฟนเพลงที่อังกฤษจะยังฝังใจกับ 15 มากกว่า ทางวงก็เลยต้องงัดวัตถุดิบจากชุดนั้นมาเล่นเยอะหน่อย อย่าง Broken Glass, Sorry และก็ปิดท้ายด้วย Crazy Bitch ที่เหมือนจะกลายเป็นเพลงชาติของวงไปแล้ว

แต่ไม่รู้สึกไปเองรึเปล่าว่าพอเล่นสดแล้ว ซาวนด์ของ Buckcherry มันฟังหลวมๆยังไงชอบกลถ้าเทียบกับหลายๆวงที่เล่นสไตล์ใกล้เคียงกัน อันนี้ไว้รอไปพิสูจน์อีกทีตอนปลายเดือนก.ค. ในงาน
Kerrang Awards อีกที ได้ความว่าไง แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟัง


ด้วยความที่เป็นวงเด็กเส้น Buckcherry ก็เลยมีรูปมาฝากเยอะหน่อย


Jimmy Ashhurst มือเบส กับ Stevie D. ริธึ่มกีตาร์


Todd กับ Xavier Muriel มือกลอง


Keith Nelson รวยแล้วชักฉุ

ดู Buckcherry จนหนำใจ แล้วก็ถึงเวลาโยกย้ายไปเก็บบรรยากาศช่วงท้ายของวัน เพราะวงรองสุดท้ายของ Second Stage อย่าง Paparoach ไม่ค่อยอยู่ในความสนใจเท่าไหร่ เลยกลับไปที่เวทีใหญ่ตามเดิม ตอนนั้น Whitesnake ก็ขึ้นมาเล่นได้ซักพักแล้ว

อาศัยความที่ Good To Be Bad อัลบั้มล่าสุดซิวทั้งเงินทั้งกล่อง David Coverdale กับชาวคณะก็เลยเล่นเพลงจากชุดใหม่สลับกับเพลงฮิตระดับคลาสสิคของวงไปได้แบบกลมกลืน

ที่เด็ดดวงมากๆคือลีลาของคู่มือกีตาร์ที่เข้าขั้นกีตาร์ฮีโร่ด้วยกันทั้งคู่ จนตอนแนะนำสมาชิกในวง Coverdale ตั้งฉายาให้ Doug Aldrich เป็น Lord of Les Paul ไปโน่น แต่คนที่ตั้งใจมาดูแบบเน้นๆเลยคือ Reb Beach แล้วก็ไม่ผิดหวัง

ถึงจะไม่ใช่เฮดไลน์ แต่ศักดิ์ศรีของ Whitesnake ก็ไม่ได้เป็นรอง Def Leppard ไม่เท่าไหร่ เลยได้เล่นราวๆชั่วโมงกว่า ก่อนจะปิดฉากด้วยเพลงที่เดากันได้ง่ายมาก Still of The
Night เสียดายไม่มี Fool for Your Lovin' เพลงโปรดอยู่ด้วย


Whitesnake มีรูปแค่นี้แหละ นั่งกินไก่ทอดอยู่ ขี้เกียจลุกไปถ่ายใกล้ๆ

ทีนี้ก็เหลือแค่สองชอยส์แล้ว ระหว่างเฮดไลเนอร์ของเวทีหลักคือ Def Leppard กับ Trivium ด้วยความที่ยังไม่อิ่มจาก Unholy Alliance ก็เลยเลือกไปดู Trivium ก่อน เพราะรู้ว่ายังไง Leppard ก็มีเวลานานกว่า (น่าจะประมาณสองชั่วโมงเศษ)

ระหว่างเดินจากเวทีแรกไปเวทีสองก็มีฝรั่งออกเนิร์ดๆหน่อยเข้ามาทักด้วย เพราะวันนั้นใส่เสื้อ Unholy Alliance พอดี คงเห็นว่าเป็นของแปลก เพราะอยู่มาหลายวันไม่ค่อยมีใครใส่เสื้อของ Slayer กันเลย (ที่เห็นเยอะสุด ไม่ใช่วงในงานก็เป็น Metallica กับ Guns N' Roses) แต่ตอนนั้นก็เมาได้ที่แล้ว เลยคุยกันแบบงูๆปลาๆ ก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้าห้องน้ำ (555+)

พูดถึงเรื่องความนิยม Trivium นี่ก็ถือว่าใช้ได้เลย คือแฟนเพียบจนเบียดเข้าไปไม่ได้ ก็เลยต้องอาศัยวิธีดูห่างๆแบบนี้แหละ

ส่วนเพลงที่เลือกมาเล่นก็ค่อนข้างจะเน้นชุดล่าสุด Shogun เป็นหลัก (Kirisute Gomen, Down from the Sky, Throes of Perdition, Into The Mouth of Hell We March) เสริมด้วยเพลงจาก Ascendancy ส่วน The Crusade ที่ไม่ค่อยเป็นตัวเองเท่าไหร่ จะหลุดมาก็แค่ Anthem (We are the Fire) เพลงเดียว


Trivium เฮดไลเนอร์ของ Second Stage ในวันอาทิตย์

จบจาก Trivium ก็ราวๆเกือบสามทุ่มแล้ว ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี คือเทียบกับสองวันก่อน ช่วงเย็น แดดจะน้อยกว่าปกติ เพราะมองไกลๆเห็นเมฆฝนตั้งเค้าอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนแค่ขู่ให้กลัวเท่านั้น ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่

ถึงตอนนี้ทุกคนจากทุกเวทีก็ค่อยทยอยมารวมตัวกันที่เวทีแรก ลองเช็กดูจาก Set List ก็รู้สึกว่าจะปาเข้าไปครึ่งทางแล้ว เพราะเดินมาถึงก็กำลังขึ้นอินโทร Two Steps Behind พอดี



ฟ้าที่โดนิงตันตอนสองทุ่มเกือบสามทุ่ม กำลังสวย

พูดถึงตรงนี้ก็มีเรื่องขำนิดนึง คือระหว่างเดินจากเวทีสองมาเวทีแรก ก็มีฝรั่งอีกคนเดินมาถามว่านี่วงสุดท้ายแล้วใช่มั้ย อันนั้นไม่แปลกเท่าไหร่ คือพี่แกดันถามว่านี่ชื่อวงอะไรด้วยนี่สิ

โห ขนาดดั้นด้นจ่ายเงินเข้ามาดูถึงที่นี่ แต่ไม่รู้จัก Def Leppard มันก็กระไรอยู่นะ



Def Leppard ถ่ายจากระยะไกลมองไม่เห็น ถ่ายจากจอมาให้ดูละกัน

เพลงที่ Def Leppard เล่นในคืนนั้น ก็แทบจะขุดกรุเพลงฮิตของวงที่มีทั้งหมดมาเล่น คือมานั่งนับเรียงกันดู นอกจากเพลงในอัลบั้มใหม่ที่แทรกมานิดหน่อย ก็เหลือเชื่อเหมือนกันว่ามันจะมีเพลงฮิตเยอะอะไรขนาดนั้น (ดูเอาจาก set list ด้านล่างละกัน) ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินกลับเข้าหลังเวทีพอเล่น Rock of Ages จบ

แต่ด้วยความที่วันนี้เป็นเหมือนคอนเสิร์ตใหญ่ของวงแบบกลายๆ ก็เลยต้องมีอังกอร์กันหน่อย ขนาดช่วงนี้มีคนทยอยเดินออกจากอารีน่าบ้างแล้ว แต่รวมๆก็ยังน่าจะเกินครึ่งแสนอยู่ดี เสียงร้องตามใน When Love and Hate Collide เลยดังกระหึ่ม ก่อนจะปิดท้
าย Download Festival อย่างเป็นทางการด้วย Let's Get Rocked

ก็บอกได้คำเดียวว่าหมดสภาพละฮะ ห้าวันสี่คืนตั้งแต่วันเดินทางออกจากบ้านจนถึงวันกลับ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่คงไม่ได้มีกันบ่อยๆ (มีบ่อยก็หมดตูด) เพราะลองคำนวณค่าใช้จ่ายทุกอย่างดูแล้ว ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยได้สบายๆ

ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่่การเงินอย่างเดียวที่มีปัญหา ร่างกายก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน อย่างที่บอกไว้คือการทาครีมกันแดดไม่มากพอ ทำให้ผิวทั้งหน้าทั้งตัวไหม้หมด ปากก็แตกลอกเป็นแผ่นๆเหมือนเด็กดักแด้ไปอีกเป็นอาทิตย์

ถึงปีหน้าจะมีโอกาสมาอีกที ก็ชักไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจะสะพายเป้มาลำบา
กตรากตรำแบบนี้อีกครั้งรึเปล่า...

ปล. ขอบคุณทุกคนมากที่อดทนอ่านกันมาจนจบ


Def Leppard set list
1. Rocket
2. Action
3. C'mon C'mon
4. Make Love Like A Man
5. Too Late For Love
6. Nine Lives
7. Love Bites
8. Rock On
9. Two Steps Behind
10. Bringin' On The Heartbreak
11. Switch 625
12. Hysteria
13. Animal
14. Armageddon It
15. Photograph
16. Pour Some Sugar On Me
17. Rock Of Ages
Encore:
18. When Love and Hate Collide
19. Let's Get Rocked

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Download 2009 ฉบับเขาชนไก่ (5)

Download 2009
Donington Park, Leicestershire
June 12-14, 2009


ย่างเข้าวันที่สองของ Download 2009 กันแล้ว ตามรายชื่อของวงที่ถูกจัดไว้ นี่น่าจะเป็นวันที่หลายคนรอคอยมากที่สุด เพราะมีวงดังๆในยุคปัจจุบันค่อนข้างเยอะ ทั้ง Slipknot ที่เป็นเฮดไลเนอร์ของ Main Stage The Prodigy ที่ขึั้นเล่นวงสุดท้ายของเวทีรอง Marilyn Manson, Pendullum, Dragonforce, Down, Hatebreed, Devil Driver ฯลฯ

แต่ส่วนตัวกลับรู้สึกเฉยๆไม่ค่อยกระตือรือล้นเท่าไหร่ เพราะรสนิยมมันตกยุคไปแล้ว ก็เลยตั้งใจว่าจะตระเวนไปเวทีโน้นเวทีนี้ดูวงแปลกๆ ที่คงหาโอกาสดูยากอยู่ซักหน่อยแทน

สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ นอกจากพวกที่มาตั้งแคมป์แล้ว ก็จะมีการเปิดขายบัตรให้คนทั่วไปเข้าชมด้วย ในแบบที่เรียกว่า Weekend ticket คือดูวันต่อวันแล้วก็หาทางกลับบ้านกันเอง ฟังดูเหมือนลำบาก แต่แบบนี้แหละที่พ่อแม่จะพาลูกๆมาเที่ยวกัน

คือออกจะทะแม่งๆหน่อยที่พ่อแม่พาลูกมาดูคอนเสิร์ตร็อคหรือเมทั่ล แต่คนที่นี่เขาก็เป็นแบบนี้จริงๆ มันเป็นเหมือนวัฒนธรรมเป็นกิจกรรมของครอบครัว เหมือนฟุตบอลนั่นแหละ ส่วนบ้านเรา คงไม่ต้องพูดอะไรมาก ขนาด DDT กับ Music Express ยังต้องปิดตัว ก็ไม่รู้ว่าจะยังไงแล้ว โหลดกันเข้าไปเหอะ (ชักมีอารมณ์)

วันเสาร์กับอาทิตย์นี่ก็จะเริ่มเช้าหน่อย คือ 11 โมงก็เริ่มบรรเลงกันแล้ว แดดกำลังเปรี้ยงพอดี เลยเดินแวะเข้าบาร์ไปหยิบ Gaymers Pear (ไซเดอร์ที่ทำจากลูกแพร์) มาซดเป็นการเริ่มต้น ก่อนจะนั่งดู Tim "Ripper" Owens ที่ Main Stage อย่างสบายอารมณ์

นึกแล้วก็น่าน้อยใจแทน Owens เหมือนกันแฮะ จากที่เคยอยู่กับ Judas Priest เป็นวงระดับเฮดไลน์ ต้องมาเล่นกลางแดดเปรี้ยงเป็นวงแรกของวัน โดยที่ยังมีคนเข้ามาในอารีน่าไม่มาก แต่พี่แกก็ยังเต็มที่ดี แล้วก็ร้องเพลงตัวเองสลับกับเพลงของ Priest แบบดื้อๆซะหยั่งงั้น ทั้ง The Ripper รวมถึง The Green Manalishi (With the Two-Prong Crown) ที่วางไว้เป็นเพลงสุดท้าย (ทำหยั่งกะเป็นเพลงตัวเอง)

เอ่อ...แต่ ...แต่ ลืมถ่ายรูปไว้ฮะ ท่านผู้อ่าน ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

Owens เล่นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ลาโรงไปตามคิว ถึงตอนนั้นก็ใกล้เที่ยงแล้ว แดดที่ตกใส่กบาลกำลังร้อนได้ที่ นึกหาที่หลบก็มีอยู่แค่สองแห่ง หนึ่งในนั้นคือเวที Tuborg Stage ว่าแล้วก็เดินฉับๆข้ามไปอีกฟากของ Donington Park มุ่งหน้าไปหาที่ร่มกัน


นี่แล Tuborg Stage ด้านหน้ามีลูกเล่นนิดหน่อยให้คนสอดหัวเข้าไปถ่ายรูปด้วยได้

ตอนที่ไปถึงนั้น มีวงหน้าใหม่ชื่อ No Americana กำลังเล่นอยู่พอดี ตัวเพลงก็เป็นป็อปร็อคที่ค่อนไปทางบริตอยู่ซักหน่อย จะว่าไปก็ผิดธรรมเนียมอย่างแรงสำหรับ Download เรื่องฝีมือหรือตัวเพลงก็ยังไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ จะมีก็ลุคส์ของสมาชิกในวงที่ดูดีหน่อย แต่ถ้าหวังจะดังด้วยเรื่องเพลง เห็นทีจะลำบากหน่อย


No Americana น่าเบื่อกว่าที่คิด

ยืนดู No Americana แบบแกนๆพอให้หายร้อน ก็ถึงคราวกลับไปที่ Second Stage อีกรอบ คราวนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ Hardcore Superstar สลีซร็อคจากสวีเดน

อาจจะเพราะรสนิยมส่วนตัว (อคติชัดๆ) รู้สึกเลยถึงความแตกต่างกันแบบเห็นๆ คือดู Hardcore Superstar แล้วมันสนุกกว่ากันเยอะ ถึงจะไม่ค่อยรู้จักเพลงของวงเท่าไหร่ แต่ก็มันตามไปด้วยได้ไม่ยาก คือ No Americana ดูแล้วยังไงก็บิลด์อารมณ์ไม่ขึั้นจริงๆง่ะ


Hardcore Superstar สลีซพันธุ์ล่ำจากสวีเดน

ถึงตอนนี้เริ่มชักเอียนๆปนเหนื่อยแล้ว ทั้งจากการกรำศึกหนักเมื่อวาน + ความร้อน + แอลกอฮอล์ที่ซดเข้าไป แต่ก็ไม่รู้จะไปไหนต่อ เพราะวงในวันเสาร์นี่เป็นวงรุ่นใหม่หมดเลย สุดท้ายเลยไปป้วนเปี้ยนแถว Main Stage กับเขาดูบ้าง ตอนบ่ายโมงแก่ๆแดดเปรี้ยงชวนให้ละลายดีแท้ ก็ถึงเวลาขึั้นเวทีของ Hatebreed

แต่สารภาพตามตรงนะ ไม่รู้จักซักเพลงเลย ก็ไม่ชอบฮาร์ดคอร์นี่หว่า แต่สำหรับวัยรุ่นที่มาออกันหน้าเวทีแล้ว ใส่กันแบบเมามันมาก รุ่นลุงเลยได้แต่ยืนดูไปพลางจิบเบียร์ไปพลาง ที่เด็ดคือตรงหน้าจอจะฉายไปที่คนดูเป็นระยะ แล้วก็จะมีสาวๆขี่คอแฟนถลกเสื้อโชว์ของดีให้ดูอยู่ตลอด แหม่ ชอบจริงๆ แบบนี้




Hatebreed ที่คนเขียนไปดูทั้งที่ไม่มีซีดีของวงซักแผ่น

ตามโปรแกรมต่อจาก Hatebreed ก็จะเป็น Down ตอนบ่ายสามโมง ตามด้วย Dragonforce ตอนบ่ายสี่ยี่สิบ แต่อารมณ์ตอนนั้น ไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่ เลยไปเดินเล่นเก็บบรรยากาศรอบๆแก้เลี่ยน


ดูเอาละกันว่าฟ้าโปร่งขนาดไหน แดดก็แรง ร้อนตับแลบ


ร้านขายหน้ากากสารพัด อยากซื้อมาใส่เล่นเหมือนกัน เสียดายแพงไปหน่อย


สองสาวเปรตที่ต่อขาไว้สำหรับให้คนเดินไปเดินมาถ่ายรูปด้วย


ปีศาจอีกสองตัวที่มาพร้อมกลุ่มสาวเปรตเมื่อตะกี้

เดินเล่นไปมา สุดท้ายก็หนีไปหลบแดดที่เวที Tuborg Stage อีกรอบ คราวนี้เป็นคิวขึันเวทีของ Billy Boy on Poison อัลเทอร์เนทีฟ/แกลมพั้งก์ จากแคลิฟอร์เนีย แต่กว่าน้องๆจะขึ้นเวทีได้ ก็ดีเลย์ไปเป็นสิบนาทีเหมือนกัน

เรื่องลีลาบนเวทีนี่ใช้ได้ โดยเฉพาะนักร้องนำที่มั่วได้ใจเหลือเกิน รวมๆแล้วก็พอฟังได้ แต่ไม่ค่อยเก็ตเท่าไหร่ จะดีหรือไม่ดี คนชอบแนวนี้ไปฟังต่อกันเองที่ www.myspace.com/billyboyonpoison ละกันนะ


Billy Boy on Poison ลีลาใช้ได้ แต่ไม่ใช่แนวคนเขียนเลยบอกไม่ถูกว่าดีหรือไม่ดี


Down ที่ Main Stage คนเยอะแค่ไหนดูจากภาพเอาก็คงรู้

ถึงตอนนี้ก็งงไปหมดละ ไม่รู้จะไปดูอะไรต่อดี ระหว่าง Dragonforce กับ The Answer สุดท้ายก็เลือกเอาวงหลัง เพราะ Dragonforce นั้นเคยดูมาแล้วทีนึงที่ The Rock Pub ถึงซาวนด์จะอุตลุดไปหน่อยก็เหอะ

สำหรับ The Answer นี่ สื่อบางฉบับที่นี่เค้ายกให้เป็น Led Zeppelin ของไอร์แลนด์เหนือ คือจะว่าไปก็ใกล้เคียง มีอะไรหลายๆอย่างชวนให้นึกถึง อย่างรูปลักษณ์ภายนอกของ Cormac Neeson นักร้องนำที่ออกคล้ายๆ Robert Plant กับดนตรีฮาร์ดร็อคบลูส์ แต่รวมๆแล้ว น่าจะออกไปทาง The Black Crowes ที่เล่นหนักหน่วงขึ้นมาหน่อยมากกว่า


The Answer เขาว่าเป็น Led Zeppelin จากไอร์แลนด์เหนือ

The Answer เล่นจบราวๆห้าโมง เท่ากับว่าชอยส์ต่อไป คือ Pendullum ที่ Main Stage, You Me At Six ที่ Second Stage หรือ Man Raze ที่ Tuborg

ถ้าเดารสนิยมกันออก คงรู้ว่าต้องเลือกไป Tuborg แน่ เพราะ Man Raze คือไซด์โปรเจ็กต์ของ Phil Collen (Def Leppard) Simon Laffy (Girl) และ Paul Cook (Sex Pistols)


แต่ผลลัพธ์คือต้องผิดหวัง เพราะรู้สึกว่าหนังสือโปรแกรมจะลงเวลาผิดหรือไงนี่แหละ เพราะกลายเป็นว่าวงที่ได้ดูกลายเป็น Lawnmower Deth ครอสโอเวอร์แธรชรุ่นดึกที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งแทน

คือถ้าใครเห็นภาพในปัจจุบันแล้ว คงงงน่าดูเพราะไม่มีเค้าของสมัยก่อนเหลืออยู่เลย อ้วนและหัวล้านแล้วทุกคน


ดูๆไปแล้วก็ฮาดีเหมือนกัน เพราะเน้นปล่อยมุกกันกระจายตลอดเวลายี่สิบนาทีเศษๆที่อยู่บนเวที แต่ก็เซ็งตรงไม่ได้ดู Man Raze อย่างที่ตั้งใจไว้นี่แหละ



ตั้งใจมาดู Man Raze ดันได้ดู Lawnmower Deth ซะงั้น

ต่อจาก Lawnmower Deth ก็คือวงพิเศษที่ทางคนจัดเขาใส่เครื่องหมายคำถามไว้ให้เดากันเล่น (แต่จริงๆเฉลยในเว็บก่อนหน้ามาเป็นอาทิตย์แล้ว) นั่นคือ Thunder ฮาร์ดร็อครุ่นเก๋าของอังกฤษที่เตรียมแยกวงอย่างเป็นทางการ

ความนิยมของ Thunder มากขนาดไหนก็คือตอนถอยออกมาว่าจะไปซื้อเบียร์มาซดซักหน่อย เลยกลายเป็นว่ากลับเข้าไปในเต็นท์ Tuborg ไม่ได้อีกเลย เพราะคนแน่นเอี้ยดจริงๆ เพราะฉะนั้น เรื่องรูปไม่ต้องพูดถึง จะมองเข้าไปยังไม่เห็นเลย ได้แต่ยืนฟังแล้วก็ร้องตามอย่างเดียว

บรรยากาศก็เหมือนงานร่ำลาจริงๆ ถึงตามคิว วงยังจะออกทัวร์ทั่วอังกฤษเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดฉากอย่างเป็นทางการที่ Hammersmith Apollo ปลายเดือนกรกฎาคมก็ตาม

เพลงเก่งๆโดยเฉพาะจาก Backstreet Symphony ก็ถูกขุดขึ้นมาเล่นจนหมด เหลียวซ้ายแลขวาดูคนที่ร้องตามได้ ก็หัวหงอกกันเกือบหมดแล้วทั้งนั้น


นี่แหละ Thunder (อยู่ตรงไหนของภาพวะ)

เพราะ Thunder นี่แหละ ทำให้รู้ว่าถ้าคิดจะรอดู Anvil วงสุดท้ายของเวที Tuborg รับรองว่าคงเจอสถานการณ์ไม่ต่างกัน ก็เลยตัดสินใจมูฟจากเต็นท์ Tuborg ออกมาเดินเตร็ดเตร่รอเวลาดู Slipknot เฮดไลน์ของ Main Stage ในวันเสาร์แทน

ระหว่างนั้นก็เดินไปต่อคิวซื้อเสื้อทัวร์ Motley Crue มาเป็นที่ระลึกหน่อย ผลปรากฎว่าหมดเกลี้ยงทุกแบบ ทุกไซส์ เลยหันไปคว้า Tesla มาแทน (ไม่ได้เกี่ยวกันเล้ย)

รวมกับการหาอะไรใส่ปากท้องด้วย เท่ากับว่าช่วงนี้ก็เสียเวลาไปเยอะเหมือนกัน จะไปดู Chris Cornell ที่เวทีสองก็แน่นเอี้ยด จนหารูแทรกเข้าไปไม่ได้ ส่วน Main Stage ก็เป็น Marilyn Manson ที่หลังๆไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ ก็เลยใช้วิธียืนจิบไซเดอร์ไปพลางดูไปพลาง (ไพนท์ที่ห้าแล้ว)

จนถึงสามทุ่มนั่นแหละค่อยถึงเวลาขึ้นเวทีของ Slipknot สังเกตจากรูปแรกที่ลงไว้ จะเห็นเลยว่าสามทุ่มช่วงซัมเมอร์ของที่อังกฤษ อารมณ์จะอยู่แถวๆหกโมงเย็นเท่านั้น


Slipknot ขึ้นเวทีเป็นวงสุดท้ายของ Main Stage สาบานได้ว่านี่สามทุ่มแล้ว

ความพิเศษก็คือนี่เป็นปีครบรอบหนึ่งทศวรรษพอดีของการวางตลาดอัลบั้มชุดแรกสำหรับ Slipknot แล้วก็เป็นการเล่นที่โดนิงตันหนแรก ในฐานะวงเฮดไลน์ของ Main Stage ด้วย ตลอดเวลา Corey Taylor ก็จะขอบคุณแฟนเพลงตลอด สลับกับการโขยกทั้งเพลงเก่าและใหม่ (หนักไปทางของเก่า) ไปเรื่อย

อ่านในหนังสือโปรแกรม Matt Heafy ของ Trivium บอกว่า Taylor นั้นมีพลังสามารถสะกดคนดูได้เป็นแสนๆ จะได้พิสูจน์กับตัวเองก็วันนี้เอง เพราะตอนช่วงท้ายๆนั้น พี่แกสั่งให้ทุกคนนั่งลงจะได้เห็นชัดๆว่ามากันมากน้อยแค่ไหน คนดูทั้งหมดก็นั่งลงแบบสั่งได้จริงๆ (เป็นไปกับเขาด้วย)

ส่วนสมาชิกคนอื่นๆก็ใส่กันเต็มที่เหมือนกัน ที่ไม่ค่อยขยับก็มีแค่ Jim Root, Mick Thomson สองมือกีตาร์ แล้วก็ Paul Gray มือเบสเท่านั้น ขนาด Joey Jordison มือกลองยังขยับได้เลย เพราะชุดกลองนั้นถูกยกแล้วก็เหวี่ยงไปมาด้วย อาจจะไม่เท่ากับ Tommy Lee สมัย Motley Crue ยังพีกๆ แต่ดูแล้วก็เวียนหัวแทนอยู่ดี พวกที่เหลือไม่ต้องพูดถึงโดยเฉพาะสองมือเพอร์คัสชั่นนั้นปีนป่ายไปทั่วเวที แถมลงไปเล่นกับคนดูตลอด



ขนาดไม่ใช่แฟนเพลงเหนียวแน่นของวงก็ยังรู้สึกว่าต้องโยกหัวตามไปด้วย แถมข้างหน้านี่ก็เล่นแท็ก เล่นมอชพิตกันอย่างเมามัน และด้วยความที่เป็นวงปิดด้วย Slipknot ก็เลยเล่นกันแบบเต็มแม็ก รวมช่วงอังกอร์ด้วยกดไปสองชั่วโมงเน้นๆ ก่อนที่ทุกคนจะสลายโต๋แยกย้ายไปเข้าเต็นท์ของตัว

จริงๆก่อนจะผลอยหลับไป ก็ยังได้ยินเสียงคนปาร์ตี้กันต่อ แต่อารมณ์นั้นไม่ไหวแล้ว พอหัวถึงหมอนปุ๊บก็สลบเหมือดทันที ซึ่งก็ดีเพราะเท่ากับเป็นการออมแรงไว้สู้ชีวิตต่อในวันสุดท้ายที่เขาวางคิวไว้ให้เป็นวันของ Classic Rock...

Slipknot Set List
Iowa (Intro)
742617000027
(sic)
Eyeless
Wait and Bleed
Get This
Before I Forget
Sulfur
The Blister Exists
Dead Memories
Left Behind
Disasterpiece
Vermilion
Everything Ends
Psychosocial
Duality
People = Shit

- Encore -
Surfacing
Spit It Out
'Til We Die

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Download 2009 ฉบับเขาชนไก่ (4)

Download 2009
Donington Park, Leicestershire
June 12-14, 2009


ยืดยาดมาสามตอนแล้วไปไม่ถึงไหน หนนี้แหละน่า ถึงคิวของ Download Festival ของจริงกันซะที...

เกริ่นนำซักนิดว่า Download ก็เหมือนกับเทศกาลดนตรีอื่นๆ คือนอกจากเวทีหลักแล้ว ก็ยังเปิดโอกาสให้วงอื่นๆได้แสดงฝีมือตามเวทีอื่นที่มีขนาดลดหลั่นกันไป จากเดิมที่มีแค่สองเวทีในปีแรก ก็ค่อยๆขยายขึ้นมาเป็น 4 เวทีตั้งแต่ปี 2006 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน


ปีนี้ นอกจาก Main Stage กับ Second Stage แล้ว ก็จะมีเวทีในร่มสองแห่งที่ตั้งตามชื่อสปอนเซอร์คือ Tuborg Stage และก็ Bedroomjam.com Stage ของทาง Red Bull

และด้วยความที่รายชื่อของวงที่เข้าร่วมในแต่ละเวทียาวเหยียด ฉะนั้น ทุกวงนอกจากเฮดไลเนอร์กับวงรองสุดท้ายเท่านั้นที่จะมีเวลาอยู่บนเวทีเกิน 20 นาที เรียกว่าขึ้นปุ๊บต้องใส่กันทันที ไม่มีอารัมภบทยืดยาด และต้องตรงเวลาทุกราย

เช็กรายชื่อของวันแรก เป้าหลักที่เล็งไว้ก็คือ Motley Crue วงหลักของ Second Stage ที่จะขึ้นเล่นตอนสองทุ่มครึ่ง ฉะนั้น ในวันศุกร์ที่เริ่มงานตอนบ่ายโมงก็มีเวลาถมเถในการโต๋เต๋สอดส่องวงอื่นๆ

เลือกๆดูแล้วก็เลยตัดสินใจประเดิม Download ด้วย Steadlur วงแรกของ Second Stage ไม่มีเหตุผลอื่น นอกจากอาศัยโหงวเฮ้งของวงที่มาแบบแฮร์แบนด์ยุค 80s แบบเต็มสูบ (พักหลัง Roadrunner ชักหันมาจับตลาดนี้ถี่ขึ้น หลังจาก Airbourne ฮาร์ดร็อคย้อนยุคประสบความสำเร็จ)


Steadlur แฮร์แบนด์/สลีซร็อคเลือดใหม่จาก Roadrunner

เรื่องภาพลักษณ์อะไรนี่ถือว่าใช้ได้เหมือนกัน คือดูดิบเถื่อนดี แต่พอฟังเสียงร้องสดๆของ Philip Steadlur นักร้องนำ รวมถึงการเอนเตอร์เทนคนดูแล้วยังธรรมดาไปหน่อย รวมๆแล้วคงต้องทำการบ้านหนัก ถ้าหวังจะประสบความสำเร็จ อันนี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวนะ ส่วนใครสน
ใจทดลองฟังดูก่อนได้ที่ www.myspace.com/steadlur

ระหว่างที่ยืนดูก็บอกได้คำเดียวว่าร้อนตับแลบ เพราะแดดแรงมาก จนทีแรกเลยคิดว่าพอจบ Steadlur แล้วจะหาที่หลบแดดซักหน่อย แต่เหลียวซ้ายแลขวา ปรากฎว่ามีแต่แผ่นดินโล่งๆไม่มีที่ให้หลบแดด เลยกัดฟันป้วนเปี้ยนแถวเวทีสองต่อ เพื่อรอดู In This Moment เมโลดิก เมทั่ลคอร์ ที่มีนักร้องนำหญิงเป็นตัวชูโรง

ทีนี้เองจะเห็นความแตกต่างแบบชัดเจนมาก ระหว่างวงที่มีประสบการณ์แล้วกับ Steadlur ที่เพิ่งตั้งไข่

ปกติไม่ใช่คนที่ชอบเมทั่ลคอร์อะไรมาก แต่ลีลาของน้อง Maria Brink ที่แต่งหน้าแต่งตาได้ขัดกับแนวเพลงมาก (ดูเอาจากรูป) รวมถึงเสียงร้องและการเล่นกับคนดูนั้น ดึงดูดให้สนุกไปด้วยได้ตลอด


ยิ่งตอนหยิบ Call Me ของ Blondie ขึ้นมาคัฟเวอร์ด้วย ต่อให้ไม่ใช่แฟนเพลงของ ITM ก็เลยพ
ลอยสนุกไปด้วยได้ รวมๆแล้วสอบผ่านเลย


Maria Brink ของ In this Moment กระแดะนิดๆแต่สำรากได้ใจมาก

ยืนให้แดดเผาอยู่เป็นชั่วโมง ชักทนไม่ไหว ก็เลยเดินป้วนเปี้ยนหาที่ร่มดูบ้าง ก่อนจะไปเจอะกับเวทีสามหรือ Tuborg Stage ที่ Bleed from Within กำลังโขยกอยู่พอดี เลยเป
ลี่ยนอารมณ์เล็กน้อยจากเมทั่ลคอร์มาเป็นเดธคอร์แทน

พอดีไม่ค่อยสันทัดแนวนี้เท่าไหร่ แต่ภาพรวมก็ใช้ได้เลย จะเสียตรงคนดูส่วนนึงตั้งใจเข้ามาหลบแดดในเต็นท์มากกว่าจะมาให้กำลังใจนักดนตรีเลยมีพวกที่เล่นมอชพิตอยู่หน้าเวทีแค่หยิบมือเท่านั้นเอง น่าเศร้าแทน


Bleed from Within เดธคอร์จากสกอตแลนด์ แต่นักร้องดูเหมือนพวกอีโมไปหน่อย

จบจาก Bleed from Within ก็หยิบโปรแกรมขึ้นมาเช็กดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เห็นชื่อ Dir En Grey จะขึัน Second Stage ตอนบ่ายสี่โมง ก็เลยถือโอกาสเดินเล่นไปเรื่อย หาอะไรรองท้องไปพลางๆ โดยเฉพาะเบียร์ Tuborg ของเดนมาร์กที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ของงานนั้น รสชาติเด็ดได้ใจมาก รวมถึงไซเด
อร์ (เบียร์ผลไม้) ยี่ห้อชวนสยิวอย่าง Gaymers ก็ชวนกระดกไม่แพ้กัน...

พอกดแอลกอฮอล์เข้าร่างได้ระดับนึง ก็แวะไปยืนดู Staind ที่เวทีใหญ่อยู่พักนึง บอกได้คำเดียวว่าคิดจะฝ่าไปอยู่แถวหน้าให้ฝันไปเถอะ คนหยั่งก๊ะหนอน ว่าแล้วก็รอจนถึงบ่ายสามโมงเศษๆก็ไปยืนดู Parkway Drive เมทั่ลคอร์ (อีกแล้ว) จากออสเตรเลีย

วงนี้มาในรูปเสื้อยืดกางเกงขาสั้นกันทั้งวง เพลงมันในระดับหนึ่ง เรื่องการเอนเตอร์เทนก็ไม่เลว ดูแล้วมีแฟนประจำมารอดูกันพอสมควร



Parkway Drive เมทั่ลคอร์ขาสั้นจากออสเตรเลีย

พอ Parkway Drive เล่นจบ ฝรั่งหัวทองก็เดินออกจากหน้า Second Stage กันพรึ่บพรั่บ ปล่อยให้พวกหัวดำทั้งหลายมาออกันจนเต็มหน้าเวที ดูแล้วท่าทางงานนี้จะมีคนญี่ปุ่นมามิใช่น้อย เพื่อให้กำลังใจตัวแทนหนึ่งเดียวจากเอเชีย

เท่าที่เห็น ปัญหาของ Dir En Grey ถ้าคิดจะตีตลาดโลก ก็คือเรื่องภาษานี่แหละ เพราะเนื้อเพลงยังเป็นญี่ปุ่นล้วนๆ

ถึงบางคนจะบอกว่าดนตรีเป็นภาษาสากล แต่เพลงร็อคหรือเมทั่ลที่มันมีเรื่องของเนื้อร้องด้วย จะเล่นมันแค่ไหน ดนตรีดีแค่ไหน แต่ถ้าคนดูฟังไม่รู้เรื่อง ไอ้จะบิลด์อารมณ์ตามก็ยากจริงๆ ยังไม่นับเรื่องอคติที่คงพอมีอยู่บ้าง สังเกตได้จากฝรั่งบางส่วนที่ลองของแปลก ได้แต่ยืนดูนิ่งๆ ไม่งั้นก็ฉีกไปเฮกับ Killswith Engage ที่เวทีใหญ่กันหมด


Dir En Grey เรียกความสนใจได้น้อยไปหน่อย เพราะเรื่องภาษา

ดู Dir En Grey จบ เวลายังเหลื่อมๆกับ Killswitch Engage อยู่หน่อย เลยวิ่งไปดูที่ Main Stage พอให้หายอยาก แต่พอจะเลี้ยววกกลับมาดู Bring Me The Horizon ที่เวทีสอง ปรากฎว่าสายไปแล้ว คนแน่นเอี้ยดมากๆ ส่วนหนึี่งอาจจะเพราะเป็นวงเจ้าถิ่นด้วย ภาพที่ออกมาเลยเหมือนแอบถ่ายมากกว่า แบบที่เห็นข้างล่างเนี่ย

Bring Me The Horizon เมทั่ลคอร์/เดธคอร์ขวัญใจวัยรุ่นอังกฤษ

ไปๆมาๆ วันแรกนี่ได้แต่ดูเวทีสองตลอด เพราะจบจาก Bring Me the Horizon ก็ถึงคราวของ Lacuna Coil

พูดถึงงานชุดใหม่ Shallow Life แฟนเพลงรุ่นเก่าก่อนอาจจะเซ็งนิดหน่อย เพราะฟังแล้วไม่ค่อยให้รู้สึกว่าเป็น Gothic ซักเท่าไหร่ มันออกไปทาง Linkin Park แบบที่ไม่มีเสียงแร็ปซะมากกว่า นอกจากตัวเพลง เลยไปถึงอาร์ทเวิร์คในปกอัลบั้ม ก็พอบอกอะไรได้หลายอย่างแล้ว

ถึงแนวหลักของวงจะเปลี่ยนไปเยอะ แต่แฟนๆที่นี่ก็ยังให้การต้อนรับค่อนข้างดี ร้องตามได้ตลอด ทั้งที่เพลงส่วนใหญ่จะยกมาจาก Shallow Life เกือบหมด มีแทรกด้วยเพลงเก่าแค่ประปราย โดยเฉพาะตอน Heaven's a Lie
ขึ้นมานี่ คนยิ่งเฮกันยกใหญ่


Lacuna Coil ยุคใหม่ยังเรียกคะแนนนิยมจากแฟนเพลงได้เนื้อๆเน้นๆเหมือนเดิม

ถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบทุ่มแล้ว ฟ้ายังสว่างอยู่ก็จริง (ที่อังกฤษนี่ช่วงซัมเมอร์ สามทุ่มนี่เหมือนหกโมงเย็นยังไงยังงั้น) แต่ในร่างกายมันเรียกร้องแล้วว่าหิว เลยต้องเดินไปหาอะไรรองท้องก่อน ระหว่างที่ซัดข้าวกับเทมปุระผักจากร้านจีน (แต่คนขายเป็นคนไทย) ก็นั่งดู Opeth วงรองของ Second Stage ไปพลางๆ

สงสัยปฏิกิริยาตอบรับจากคนดูด้านล่างจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ Mikael Akerfeldt มือกีตาร์/นักร้องนำของวงเลยพูดแบบกึ่งๆประชดว่าทนหน่อย เดี๋ยวเล่นเสร็จตามคิวจะรีบเปิดทางให้ Motley Crue ขึ้นมาทันที แต่ยังไม่วายหยอดว่าอย่าลืมนะ พวกเราคือ Whitesnake (555+)

นึกแล้วก็น่าเห็นใจแทนเหมือนกัน เพราะโดนจับมาคั่นไว้กับวงที่เล่นกันคนละแนวเลย แล้วคนดูส่วนนึงก็คงมายืนรอแต่เนิ่นๆเพื่อจะจองที่ได้สะดวก เลยไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับโปรเกรสซีฟหลุดโลกของ Opeth ซักเท่าไหร่

และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง พอ Opeth ลงจากเวทีปุ๊บก็รีบลุกพรวดไปเบียดเสียดกับคนที่ด้านหน้าทันที แต่ก็แค่นั้นละครับ เพราะสุดท้ายก็ไปได้แค่ตรงปริ่มๆทางฝั่งซ้าย เข้าไปไม่ถึงตรงกลาง แถมยังห่างจากเวทีเกือบๆสิบเมตรเห็นจะได้ กำลังซูมของกล้องก็เลยทำได้เท่าที่เห็น

สองทุ่มครึ่งปุ๊บ (ฟ้ายังสว่างอยู่) Motley Crue ก็ขึ้นเวทีทันทีไม่มีให้แฟนรอนาน ด้วยเพลงที่น่าจะเหมาะที่สุดกับการเริ่มต้น Kickstart My Heart แล้วก็รัวเพลงฮิตระดับคลาสสิคตามมาเป็นชุด อย่าง Shout At the Devil, Live Wire สลับกับเพลงจากชุดใหม่อย่าง Saints of Los Angeles กับ Motherfucker of The Year

จอขนาดยักษ์ทั้งสองด้าน ก็จะตัดสลับเปลี่ยนไปมาเรื่อยๆ พอจ้องไปเรื่อยๆ จะเห็นฉากจากหนังเอ็กซ์ตัดแทรกเข้ามาเป็นระยะอีกต่างหาก (แหม ชอบๆ)

ไม่ใช่แค่บนจออย่างเดียว หันไปมองด้านข้าง อาเจ๊คนนึงกลัวจะไม่สมกับเป็นคอนเสิร์ตร็อค เลยขึ้นไปขี่คอแฟนแล้วก็ถลกเสื้อโชว์ทุกครั้งที่ Vince Neil หรือ Nikki Sixx เดินแวะมาทางฝั่งซ้ายของเวที ถ้าจะมีเรื่องให้ติหน่อยนึง ก็คือท่าทางจะผ่านการใช้งานมาเยอะไปหน่อยนะ เจ๊นะ

รวมๆแล้ว Motley Crue ก็เล่นไปสิบกว่าเพลง กินเวลาราวๆสองชั่วโมงเห็นจะได้ ก่อนปิดฉากด้วย Home Sweet Home ตามด้วยการร่ำลากับคนดูอีกพักใหญ่ โดยเฉพาะ Tommy Lee ที่พูดไม่หยุดตั้งแต่ลุกขึ้นมาจากชุดกลองหลังจบเพลง ก่อนจะเรียกเสียงเฮด้วยการประกาศว่าปีหน้าจะกลับมาอีกครั้ง


Motley Crue เฮดไลเนอร์ของ Second Stage วันแรก

จริงๆจบจาก Motley Crue ก็ยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับ Faith No More วงเฮดไลน์ตัวจริงของคืนวันศุกร์

แต่ตอนนั้นบอกตามตรงว่าหมดสภาพแล้ว เลยได้แค่ยืนดูจากระยะห่างเป็นโยชน์อยู่เกือบสิบนาทีแล้วก็ถือโอกาสชิ่งไปนอนด้วยความอิ่มใจ + โทรมกาย เป็นอันจบวันแรกของ Download Festival 2009 โดยหารู้ไม่ว่าการยืนตากแดดท้ังวัน โดยไม่ทาครีมกันแดด (ทั้งๆที่ซื้อมา) จะส่งผลเสียหายใหญ่หลวงในภายหลัง...

Motley Crue Setlist (เครดิตจาก setlist.fm)
Kickstart My Heart
Wild Side
Shout At The Devil
Saints Of Los Angeles
Live Wire
Too Fast For Love / On With The Show
Motherfucker Of The Year
S.O.S.
Primal Scream
Looks That Kill
Girls, Girls, Girls
Dr. Feelgood
- Encore -
Home Sweet Home

Download 2009 ฉบับเขาชนไก่ (3)

Download 2009
Donington Park, Leicestershire
June 12-14, 2009

แหะๆ พักหลังรู้สึกชักจะขี้เกียจเกินไปหน่อย เขียนไปสองตอนแล้วก็ทิ้งช่วงไปดื้อๆซะหยั่งงั้น ไม่ค่อยจะมีอารมณ์มาต่อซักเท่าไหร่ ต้องขออภัยอย่างแรง (ถ้ามีคนตามอ่านนะ)

ตามโปรแกรมที่ตั้งใจไว้คือหอบเสื่อผืนหมอนใบมาค้างแรมที่ โดนิงตัน พาร์ค ตั้งแต่วันพฤหัสฯ เพื่อจะได้ตื่นมาพร้อมสำหรับลุยเต็มที่ ตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป

อย่างที่สารภาพบาปไว้ตั้งแต่ตอนก่อน คือเลือกจ่ายแพงเพื่อจะได้อยู่แบบสบายกว่าปกตินิดหน่อยกับแพ็คเกจ R.I.P.


แผนที่ของ Donington Park ฉบับ Download

ดูจากแผนที่ที่ลงไว้ให้จะเห็นว่า R.I.P. นั้นโดนเนรเทศแยกออกมาจากแคมป์ไซต์ปกติทั้งหกแห่งชนิดคนละฟากของ โดนิงตัน พาร์ค โดยมี Main Arena คั่นกลางไว้ คือถ้าจะลองเดินจาก R.I.P. ไปให้ถึงแคมป์ไซต์ปกติ ก็กินเวลาราวๆครึ่งชั่วโมงนั่นแหละ คิดเอาก็แล้วกันว่ามันไกลขนาดไหน

ที่ฮาเคล้าน้ำตาไปกว่านั้น คือป้ายรถเมล์ที่ลงมาน่ะ มันตั้งอยู่ใกล้กับฟากของแคมป์ไซต์มากกว่า เลยต้องแบกสัมภาระเดินต่อท่ามกลางแดดเปรี้ยง กว่าจะไปถึงฝั่ง R.I.P. ก็เล่นเอาหอบแฮ่กเหมือนกัน

และด้วยความระโหยโรยแรง แถมต้องแบกสัมภาระหนักอึ้งนี่แหละทำให้ลืมตัวไม่ได้ถ่ายรูปเก็บภาพตอนฝูงชนหอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งแคมป์กันเลยแม้แต่รูปเดียว (T^T)


บรรยากาศของชาวบ้านชาวช่องขณะเดินทางมาตั้งแคมป์ (ภาพจาก download.co.uk)

ถ้าจะให้เปรียบบรรยากาศของฝั่ง R.I.P. กับแคมป์ไซต์ปกติ อย่างแรกคงเหมือนไปเที่ยวรีสอร์ตแบบกลายๆ คือมีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ แยกต่างหาก คืออาจจะรอเข้าคิวบ้าง (ประมาณครึ่งชั่วโมงถ้าเป็นช่วงพีกแบบ 7-8 โมงเช้า) แต่ถ้าเทียบกับฝั่งที่ไปเข้าแคมป์กันแบบปกติแล้ว ต้องบอกว่าคนละเรื่อง

คือแอบไปยืนดูคิวสำหรับถ่ายทุกข์หนัก-เบาของฝั่งกระโน้น บอกได้คำเดียวว่าหนักใจแทน แต่มันก็คงแลกมาด้วยความสนุก เพราะทางผู้จัดเขาเตรียมร้านค้า สวนสนุก เอาไว้ให้คนไปผ่อนคลายกันแบบเต็มที่ และถ้าอยากสนุกแบบราคาไม่แพงก็ต้องยอมทนเหม็น ทนกลั้นกันหน่อยล่ะ

ส่วนเรื่องสภาพอากาศ ทีแรก เขาเกรงกันว่าจะมีฝนมาถล่มแบบที่ กลาสตันบิวรี เจอ ทางผู้จัดเลยเตือนให้หอบรองเท้าบู๊ตยาง (Wellington Boot หรือที่เรียกสั้นๆว่า Wellies)

แต่เอาเข้าจริง ปรากฎว่ากลางวันร้อนตับแลบ กลางคืนเย็น (แถบมิดแลนด์จะค่อนข้างเย็นกว่าส่วนอื่นของประเทศ เขาว่างั้น) จะมีฝนตกมาก็แค่คืนวันพฤหัสฯ กับคืนวันอาทิตย์หลังจบคอนเสิร์ตเท่านั้น โดยเฉพาะคืนแรกที่มานอนค้างนั้น บอกได้คำเดียวว่าหนาวจับใจ ได้แต่สั่นงั่กๆอยู่ในถุงนอน ไม่ออกมาซ่าเหมือนชาวบ้านเขาเท่าไหร่

เออ เกือบลืม นอกจาก R.I.P. จะค่อนข้างสงบเงียบกว่า ยังมีเต็นท์ที่มีโลโก Download กับของแถมอีกเล็กๆน้อยๆ อย่างแก้วไพนท์พลาสติก ตุ๊กตาหมา(!?!) เสื้อยืด R.I.P. รวมถึงหนังสือโปรแกรม (ถ้าซื้อต่างหากเซตละ 10 ปอนด์) ไว้ให้เป็นที่ระลึกด้วย จริงๆไม่ค่อยรู้สึกว่าคุ้มค่าเท่าไหร่ แต่เค้าให้มาแล้วก็ต้องเอาล่ะนะ


นี่แหละของที่ระลึกที่แถมมาจากแพ็คเกจ R.I.P นอกเหนือจากเต็นท์และความสงบ

ตกลงเขียนมาสามตอนแล้วยังไม่เข้าเรื่องซักที ตอนหน้านี่แหละเลี่ยงไม่พ้นแล้ว มาแน่ กับวันแรกที่มีเป้าหมายอยู่ที่ Motley Crue!!!

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Download 2009 ฉบับเขาชนไก่ (2)



Download 2009

Donington Park, Leicestershire
June 12-14, 2009

ความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังกลั้นใจกด confirm จ่ายเงินล่วงหน้าให้ Livenation ไป 430 ปอนด์ ก็ถึงคราวต้องหาวิธีเดินทางไปยัง โดนิงตัน พาร์ค กันต่อ

อันว่า โดนิงตัน นี่หลายคนอาจจะคุ้นๆหูกันมาบ้าง โทษฐานที่มันคือสนามจัดแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกติดต่อกันมานานหลายปี แถมในปี 2010 ยังมีลุ้นเบียด ซิลเวอร์สโตน เป็นสังเวียนจัด บริติช กรังด์ปรีซ์ อีกต่างหาก

สอบถามคนรู้จักที่เคยเดินทางไปดูมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลก ได้ความว่า โดนิงตัน ตั้งอยู่ในแถบมิดแลนด์ จะเลือกตรงดิ่งไป น็อตติ้งแฮม, ดาร์บี้ หรือเมืองเล็กๆที่ชื่อ ลาฟโบโร่ (Loughborough) ก็ได้ จากนั้นก็ค่อยต่อรถบัสไปลง โดนิงตัน อีกที

อันนี้ แนะนำเลยว่าถ้าไม่อยากเบียดเสียดกับชาวบ้านก็ให้เลือกจิ้มไปที่ ลาฟโบโร่ นี่แหละ เพราะเป็นทางที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเลือกใช้ แถมวันกลับก็แสนสบาย ขณะที่คนอีกหลายหมื่นเขาเลือกมุ่งหน้าไปดาร์บี้กันไอ้เรารอไปรอขึ้นรถกลับลาฟโบโร่แบบไม่ต้องแย่งกับใคร สบายบรื๋อ

การจองตั๋วรถไฟก็ลองคลิกเข้าไปดูใน thetrainline.com จะมีทั้งวิธีจองตั๋วไป-กลับ แต่แบบนั้น ราคาจะแพงกว่า ก็ให้เลือกจองเป็นตั๋วแยกกัน คือจากลอนดอนไปลาฟโบโร่เที่ยวนึง (London St. Pancras - Loughborough) แล้วก็ตั๋วจากลาฟโบโร่ไปลอนดอนอีกเที่ยว

ทริปนี้เลือกจองออกเดินทางตอนบ่ายวันพฤหัสฯ (ไหนๆต้องจ่ายแพงขอไปนอนที่แคมป์ล่วงหน้าหนึ่งคืน เอาให้คุ้ม) แล้วกลับจากลาฟโบโร่ตอนบ่ายวันจันทร์

ไอ้การจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าสามเดือนเนี่ย ทำให้ได้ตั๋วราคาถูกมากคือ รวมแล้วไป-กลับเฉพาะรถไฟ ทริปนี้อยู่ที่ราวๆ 18-19 ปอนด์เท่านั้น

แต่ก็อย่างที่บอก คือรถไฟที่เราจองนี้ไปถึงแค่ลาฟโบโร่ ยังต้องเดินทางต่ออีกกระทอกกว่าจะไปถึงโดนิงตัน ทีนี้ละ ใครไม่เคยไปก็อาจมีปัญหานิดหน่อย

รถไฟจากลอนดอนถึงลาฟโบโร่นั้นใช้เวลาแค่ชั่วโมงเศษๆ ฉะนั้น ให้ดีอย่าเผลอหลับ ไม่งั้นอาจนั่งเลยไปไหนต่อไหนได้

พอลงรถออกจากสถานีก็ขอให้เดินตรงลูกเดียวไปราวๆยี่สิบนาที จะมีทางแยกกี่แยกก็อย่าเพิ่งไปสน เพราะจุดหมายของเราคือป้ายรถเมล์ที่ใน google maps บอกว่าอยู่ตรง city centre

ไอ้ที่ city centre ที่ว่า ไม่ใช่ตัวอาคารอะไร แต่มันเป็นย่านใจกลางเมืองนี่แหละ บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ถ้าลองสังเกตนิดหน่อย ก็จะพอเข้าใจ คือแต่ละเมืองในอังกฤษ มันก็จะมีย่านสไตล์คล้ายๆกันนี้อยู่

รถบัสที่เราจะขึ้นนั้น จะวิ่งผ่านป้าย B (stop B) ป้ายนี้จะตั้งอยู่หน้าร้านทำเล็บของคนจีนพอดี บอกกันขนาดนี้ น่าจะหาเจอไม่ยาก

จากนี้้ จะมีสายเดียวที่ไปถึง โดนิงตัน คือรถ Sky สังเกตง่ายๆก็คือ ตัววิ่งด้านหน้ารถจะระบุว่าไป Derby และไอ้ โดนิงตัน นั้น ก็อยู่ระหว่าง ลาฟโบโร่ กับ ดาร์บี้ นั่นแหละ

พอขึ้นบัสไปแล้วก็บอกกับคนขับว่าเราจะไปโดนิงตัน สนนราคาก็อยู่ที่ 2.3 ปอนด์ต่อหนึ่งเที่ยว แต่อย่าทะลึ่งไปเรียกแท็กซี่ล่ะ เพราะเคยลองเลียบๆเคียงๆแล้ว อยู่ที่ 30 ปอนด์โน่น

ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเศษๆก็ถึง หรืออาจนานกว่านั้นเล็กน้อย ในกรณีที่คนขับแวะจอดที่สนามบินนาน เพราะระหว่างทางต้องผ่านรับคนที่ลงเครื่องด้วย

ส่วนขากลับก็ไม่ต้องเสียเวลาคิดอะไรมาก ป้ายรถเมล์อีกฝั่งของตรงที่เราลงในวันมานั่นแหละ แต่เพื่อความชัวร์ ก็เช็กดูข้อมูลที่ป้ายอีกทีว่ารถ Sky วิ่งผ่านรึเปล่า

ติ๊งต่างเอาว่าตอนนี้สะพายเป้ ผูกเปียถือชะลอมในมือยืนอยู่หน้าโดนิงตัน พาร์ค กันแล้ว เหลือแค่รอเข้าไปสัมผัสบรรยากาศของ Download 2009 เท่านั้น

ผ่านไปสองตอน ยังไม่มีโน้ตซักตัวแว่วมาเข้าหู ตอนหน้านี่แหละ จะเริ่มลุยของจริงกันแล้วว่าสมกับเป็นเขาชนไก่ฉบับโยกหัวอย่างที่โม้ไว้รึเปล่า?

Download 2009 ฉบับเขาชนไก่ (1)



Download 2009
Donington Park, Leicestershire
June 12-14, 2009

แหม่ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดีกับทริปนี้ เพราะตั้งแต่เป็นผู้เป็นคนมา ยังไม่เคยตรากตรำกับการดูคอนเสิร์ตขนาดนี้มาก่อน

ไอ้ที่ใกล้เคียงกับคำว่าเทศกาลที่สุด ก็หนักไปทางการจิบเบียร์ใน Huahin Jazz Fest เท่านั้น แถมไอ้คราวที่ไปก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรเลย เพราะทั้งขาไป-กลับ หรือกระทั่งเรื่องที่พักนี่มีพี่สาวแสนดีจัดให้หมดทุกอย่าง

จะมีก็หนนี้แหละที่ต้องบอกว่าเริ่มต้นแบบมืดแปดด้าน ฉะนั้น คงจะเล่ากันเป็นแบบฉากๆตั้งแต่ต้นจนจบเลยก็แล้วกัน เผื่อใครหลงเปิดเข้ามา จะได้ใช้เป็นแนวในการคลำทางไปสัมผัสบรรยากาศที่นั่นกัน

อันว่า Download Festival นี้เป็นผลิตผลจากทาง Livenation ที่ถือเป็นโปรโมเตอร์รายใหญ่ยักษ์ของที่นี่ โดยยึดเอา โดนิงตัน พาร์ค บ้านหลังเดิมของ Monster of Rock ที่ตอนนี้กลายเป็นรายการสัญจรไปเรียบร้อย และก็จัดติดต่อกันมานานเป็นปีที่ 7 แล้ว

ช่วงเวลาก็คือจะยึดเอาช่วงสุดสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน ที่เป็นรอยต่อระหว่างช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนเป็นหลัก ปีนี้ก็เลยมาลงเอยเอาระหว่างวันที่ 12-14 พอดี

ไฮไลท์ที่ทำเอาหลายคนฮือฮาพอสมควรสำหรับปีนี้ คือการรียูเนียนของ Faith no More ปู่ของอัลเทอร์เนทีฟ เมทั่ล ที่ได้รับการวางให้เป็นเฮดไลเนอร์ของวันศุกร์ และการเป็นวงเฮดไลน์หนแรกในรายการนี้ของ Slipknot ในวันเสาร์

แต่เหตุผลหลักที่ทำให้อยากพาตัวเองไปเทศกาลนี้ คือชื่อของ Motley Crue ที่ถูกวางให้เป็นเฮดไลเนอร์ของ Second Stage ในวันศุกร์ กับ Buckcherry ที่เล่น Second Stage ในวันอาทิตย์

ทีแรก ก็ยังตุ้มต่อมๆ เพราะอย่างที่บอก นอกจากค่ายลูกเสือ เขาชนไก่ และก็ ภูกระดึง ไอ้เราก็ยังไม่เคยแบกเต็นท์ไปกางนอนรวมกับชาวบ้าน ไอ้สามหนที่ว่ามา ก็ยังมีเพื่อนพ้องไปด้วย แต่นี่ ลุยเดี่ยวโลด เลยต้องทำการบ้านกันหนักหน่อย

หลังทำใจอยู่นาน ก็ตัดสินใจเลือกแพ็กเกจที่ทาง Livenation (livenation.co.uk) จัดไว้ให้คือ R.I.P. Kip & Kit (single) ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากแบกเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวไป ทีมงานจะเตรียมที่ทาง กางเต็นท์ ปูถุงนอนไว้ให้หมด แต่ก็ต้องแลกกับราคาในแบบปกติเกือบๆสามเท่า คือ 430 ปอนด์ (ถ้าพร้อมแบกทุกอย่างไปหาที่กางเต็นท์เอง รู้สึกจะอยู่แถวๆ 175 ปอนด์หรือไงเนี่ยแหละ)

ตอนที่ตัดสินใจจองไปนั้น คือช่วงปลายเดือนมีนาคม หรือก่อนหน้างานจะเริ่มประมาณสามเดือน ปอนด์กำลังอยู่ในช่วงยวบพอดี คูณ 51 กับตัวเลขข้างบนแล้ว ก็ยังถือว่าสาหัสอยู่ดีสำหรับคนเขียน

ที่พอปลอบใจตัวเองได้ก็คือมันเป็นครั้งเดียวในชีวิต พลาดแล้วอาจไม่มีโอกาสอีกก็ได้

นึกแล้วก็กด confirm จองไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากตอนกลับไปเช็กเงินในบัญชีธนาคาร

ส่วนวิธีการตะเกียกตะกายจากลอนดอนไปถึง โดนิงตัน พาร์ค เป็นอย่างไรนั้น ไปว่ากันต่อตอนหน้า...

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Download 2009 (ฉบับเรียกน้ำย่อย)

ลงให้ดูแต่รูป (ที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ) กันก่อน

เอาไว้เรียกกำลังวังชากลับมาได้เมื่อไหร่ ค่อยมาซัดกันแบบเนื้อๆเน้นๆอีกที

ที่แน่ๆ ใครอยากไป เตรียมครีมกันแดดอย่างแรงไปด้วย นี่ไม่เตรียมพร้อมเท่าไหร่ กลับมาหน้าไหม้เป็นรอยแว่นกันแดดเลย ฮือๆ...


Steadlur สลีซร็อคน้องใหม่จาก Roadrunner


In this Moment


Dir En Grey ตัวแทนหนึ่งเดียวจากเอเชีย



Lacuna Coil



Motley Crue เฮดไลเนอร์ของ Second Stage ในวันแรก


Hardcore Superstar อีกหนึ่งจากสวีเดน แหล่งเพาะพันธุ์ใหม่ของสลีซ/แกลม ร็อค



The Answer ฮาร์ดร็อคจากไอร์แลนด์


Slipknot


Tesla


Volbeat ร็อคอะบิลลี่ผสมเมทัล (!?!) จากเดนมาร์ก


Shinedown


Clutch


Buckcherry


Def Leppard